|
การหล่อลื่นเครื่องยนต์
น้ำมันเครื่องถูกออกแบบสำหรับหล่อลื่นเครื่องยนต์เพื่อลดการเสียดสีให้น้อยลง
ที่เก็บน้ำมันเครื่องคืออ่างน้ำมันเครื่องที่อยู่ส่วนล่างสุดของเครื่องปั๊มน้ำมันเครื่อง
ซึ่งทำงานโดยเพลาราวลิ้น
จะปั๊มน้ำมันเครื่องผ่านไปยังทั่วเครื่องยนต์
น้ำมันจะทำหน้าที่อุดของระหว่างชิ้นส่วนที่ต้องเคลื่อนที่ผ่านกันไปมา
เช่นระหว่างลูกสูบกับผนังกระบอกสูบ
สารเพิ่ม
ที่บริษัทผู้ผลิตเติมลงไปในน้ำมันเครื่องจะช่วยให้น้ำมันมีคุณสมบัติในการหล่อลื่นมากขึ้น
ควรใช้น้ำมันชนิดไหน
น้ำมันจะต้องใส่พอที่จะให้รถสตาร์ทติดได้ในตอนเช้าเมื่ออากาศเย็น
และจะต้องพอที่จะหลื่อลื่นเครื่องยนต์เมื่อเครื่องยนต์ร้อนขึ้น
หนังสือคู่มือประจำรถของคุณจะบอกชนิดของน้ำมันเครื่องที่ใช้
Top
ช่วงล่าง
(ล้อและยาง)
ระบบกันสะเทือน
ระบบกันสะเทือนจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างตัวถังรถกับล้อ
ตัวถังจะต่ออยู่กับสปริงซึ่งติดอยู่ทั้งข้างหน้าและข้างหลังของแกนล้อ
ระบบกันสะเทือนถูกออกแบบเพื่อทำให้ล้อวิ่งตรงตลอดเวลา
ยกเว้นเวลาตกหลุมหรือเกิดการกระแทกบนพื้นถนน
ระบบกันสะเทือนมีหลายแบบหลายชนิด
เช่น สปริง
เหล็กกันโคลง
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของงาน
แกนล้อจะติดกับตัวถังด้วยระบบกันสะเทือนแบบสปริง
ซึ่งมีทั้งแบบ
คอล์ยสปริง
(Coil Spring) แหนบ (Leaf Spring)
ทอร์ชั่นบาร์
(Torsion Bar) หรืออาจจะเป็นหลายชนิด
ผสมกันก็ได้
เพื่อลดการกระดอนจึงติดโช้ค-อับ
(Shock Absorber) ไว้ล้อละ
1 อัน เพื่อจะทำหน้าที่ต่อต้านการยืด-หดของสปริง
ถ้าไม่มีโช้ค-อับ
รถจะกระดอนขึ้นเป็นเวลานานกว่าจะหยุดนิ่ง
วิธีทดสอบ
โช้คอับจอดรถไว้แล้วกดมุมใดมุมหนึ่งของรถลงไป
ถ้า โช้ค-อับ
ด้านนั้นยังดีอยู่
รถจะกลับมาตำแหน่งเดิมในแป๊บเดียว
ถ้าโช้คอับเสียรถจะเด้งพักหนึ่งจึงจะกลับมาตำแหน่งเดิม
ถ้าเปลี่ยนโช้คอับเปลี่ยนเป็นคู่
เช่นคู่หน้า
คู่หลังหรือจะเปลี่ยนทั้ง
4 ตัว
ควรหลีกเลี่ยงการออกรถอย่างรวดเร็ว
เบรกอย่างกระทันหัน
หรือเลี้ยวโค้งอย่างรวดเร็ว
สิ่งเหล่านี้จะทำให้ระบบกันสะเทือนและยางเสียเร็ว
Top
ล้อ
ส่วนสำคัญของระบบกันสะเทือนล้อหน้า
คือการตั้งศูนย์ล้อ
(Caster) การตั้งศูนย์ล้อ
จะช่วยให้ล้อหน้าบิดกลับมายังตำแหน่งเดิมหลังจากที่คุณเลี้ยวโค้ง
ถ้าศูนย์ล้อ
มาก จะทำให้เลี้ยวยาก
ถ้าศูนย์ล้อน้อยจะต้องออกแรงช่วยบิดพวงมาลัยกลับมาตำแหน่งเดิม
การตั้งถ่างเข้า
(Toe-in) ทำให้รถวิ่งตรง
ถ้าถ่างเข้ามากไปจะทำให้ยางสึกเร็ว
ถ้าถ่างเข้าน้อยไป
รถพยายามที่จะส่ายไปมาเมื่อวิ่งตรงๆ
ศูนย์ล้อ
เป็นการวัดยางเบนออกจากแนวดิ่งเท่าใดการกำหนดค่าว่าจะเป็นเท่าใดนั้นขึ้นอยู่บริษัทผู้ผลิต
ซึ่งพยายามที่จะให้ยางมีอายุใช้งานมากที่สุดการวัดพวกนี้ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะในการวัด
ส่วนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือการถ่วงล้อ
ล้อจะต้องผูกถ่วงให้สมดุลย์ทั้งแบบ
ล้อไม่หมุน
(Static) และแบบล้อหมุน
(Dynamic) เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีแรงใดที่ไม่สมดุลย์เกิดขึ้นขณะล้อหมุน
ควรทำความสะอาดลูกปืนล้อ
และตรวจสอบความเรียบร้อยทุก
12 เดือน หรือ
10,000 กิโลเมตร
Top
ระบบการกรอง
บังคับทิศทางของรถได้อย่างไร
(ระบบบังคับเลี้ยว)
พวงมาลัยจะถูกยึดติดกับแกนพวงมาลัย
(Steering Column) ซึ่งโดยมากมองไม่เห็นเพราะถูกครอบไว้
ภายในจะเดินสายไฟ
ซึ่งต่อกับ
แตรและสัญญาณไฟเลี้ยว
พวงมาลัยระบบเพาเวอร์
(Power Steering) จะใช้เครื่องมือทางไฮดรอลิค
เพื่อช่วยให้การหมุนพวงมาลัยเบาแรงขึ้น
มันทำให้ระบบพวงมาลัยซับซ้อนได้สะดวกขึ้น
ถ้าระบบเพาเวอร์เสียต้องไม่ตื่น
เพราะยังคงหมุนพวงมาลัยได้เหมือนเดิม
แต่จะหนักมาก
จำไว้เสมอว่า
เมื่อหมุนพวงมาลัยในขณะที่รถยังจอดอยู่
ไม่เพียงแต่จะหมุนพวงมาลัยยากขึ้น
(ยกเว้นระบบเพาเวอร์)
ยังทำให้ยางสึกอีกด้วย
ดังนั้นเวลาจะหมุนควรให้รถเคลื่อนที่อยู่บ้างนิดหน่อย
ตอนบิดพวงมาลัย
จะทำให้ง่ายขึ้นทั้งคุณและรถ
Top
ไส้กรองอากาศ
ไส้กรองอากาศสำหรับเครื่องยนต์
เครื่องยนต์โดยทั่วไปทำงานโดยอาศัยการเผาไหม้ของน้ำมันและอากาศในกระบอกสูบ
เพื่อทำให้ลูกสูบเคลื่นที่
อากาศภายนอกจะถูกดูดเข้าไปในกระบอกสูบทางท่อไอดี
จากนั้นอากาศจะถูกอัดตัวแน่นโดยลูกสูบ
ขณะเดียวกันน้ำมันเชื้อเพลิงจะถูกฉีดเข้าไปในกระบอกสูบผสมกับอากศ
เมื่อมีการจุดระเบิดเกิดขึ้น
จะเกิดการระเบิดอย่างรวดเร็วดันลูกสูบเคลื่อนที่ทำให้เครื่องยนต์ทำงานได้หน้าที่ของไส้กรองอากาศก็คือทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองต่างๆในอากาศไม่ให้เข้าไปในห้องเผาไหม้
ไส้กรองอากาศสำหรับเครื่องยนต์ขนาดหนักจะต้องมีคุณภาพสูงเพื่อที่จะสามารถกรองุ่นละอองชนิดต่างๆไม่ให้เข้าไปกระบอกสูบได้เป็นอย่างดี
ไส้กรองชนิดนี้มีใช้อยู่ทั่วไปในรถบรรทุก
รถแทรคเตอร์
เครื่องยนต์ที่ใช้ในการก่อสร้าง
และเครื่องยนต์ที่ใช้ในการเกษตรกรรมต่างๆ
Top
ไส้กรองน้ำมันเครื่อง
ระบบการหล่อลื่น
เพื่อจะชี้แจงให้เห็นความสำคัญของไส้กรองน้ำมันเครื่อง
ขออธิบายถึงการทำงานประกอบภาพของระบบการหล่อลื่นโดยสังเขปดังนี้
เมื่อท่านสตาร์ทเครื่องยนต์
ปั๊มน้ำมันเครื่องจะเริ่มทำงานโดยการปั๊มน้ำมันเครื่องให้ผ่านไส้กรองน้ำมันเครื่อง
แล้วจึงจะไหลผ่านต่อไปยังชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์
ในขณะที่น้ำมันเครื่องผ่านไส้กรองน้ำมันเครื่องนั้น
ฝุ่นละอองชนิดต่างๆจะถูกกรองเก็บไว้ในไส้กรอง
คงเหลือแต่น้ำมันเครื่องเท่านั้น
ที่ผ่านไปหล่อเลี้ยงชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์
น้ำมันเครื่องเหล่านี้จะทำหน้าที่สำคัญ
4 ประการคือ
1.ลดความร้อนของเครื่องยนต์อันเกิดจากการเสียดสี
2.ทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนที่เคลื่อนที่เพื่อลดการสึก
3.เป็นตัวหล่อลื่นระหว่างลูกสูบและกระบอกสูบ
4.น้ำมันเครื่องนี้มีส่วนผสมของสารซึ่งป้องกันการจับตัวของฝุ่นละอองตามส่วนต่างๆของ
เครื่องยนต์
Top
หัวเทียน
เป็นหัวใจของระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
เนื่องจากเป็นตัวให้ประกายไฟจุดระเบิดส่วนผสมของน้ำมันและอากาศในห้องเผาไหม้ให้เกิดกำลังในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์
หัวเทียนมีส่วนช่วยให้ระบบจุดระเบิดทำงานได้อย่างถูกต้อง
ณ ตำแหน่งและเวลาที่แน่นอน
ดังนั้นในการเลือกใช้หัวเทียนจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์แต่ละชนิด
Top
แบตเตอรี่
นับได้ว่าเป็นหัวใจของระบบไฟฟ้า
เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานในการหมุนให้เครื่องยนต์ติดเครื่องได้
แบตเตอรี่มีหลักการทำงานแบบแปลงพลังงานเคมีให้เป็นไฟฟ้าเมื่อเครื่องยนต์ทำงานแล้วเยนเนอเรเตอร์
(Generator) จะเปลี่ยนพลังงานกลที่เหลือใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วมาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ในรูปของพลังงานเคมีไว้ใช้ต่อไป
แบตเตอรี่ชนิดแห้ง
(Dry Charged) ซึ่งเป็นที่นิยมกันเพราะไม่ได้ใส่กรดกำมะถันไว้นานๆ
ในการติดตั้งก็ทำเหมือนแบบธรรมดาเพียงแต่ว่าจะต้องเติมน้ำกรดกำมะถันขนาดเหมาะสมลงไป
ตามปกติแล้วเมื่อเติมน้ำกรดแล้วไม่ต้องอัดไฟเพิ่ม
นอกจากว่าเราเก็บแบตเตอรี่นั้นไว้ในที่อากาศเย็น
(ตำกว่า 40 องศาฟาเรนไฮล์)
ในการบำรุงรักษาแบตเตอรี่ที่ถูกต้องจะต้องคอยตรวจระดับของน้ำกรดอยู่เสมอ
ประมาณสัปดาห์ละครั้ง
เพราะว่าเมื่อใช้งานมีปฏิกิริยากลับไปกลับมาทำให้น้ำระเหยออกไปเรื่อยๆ
จึงต้องมีการเติมน้ำกลั่น
ปัญหาที่จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว
คือการใช้งานเกินกำลัง
Top
เครื่องกำเนิดไฟฟ้า
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในรถยนต์
มีอยู่ 2
แบบคือ
1.ไดนาโมทำหน้าที่กำเนิดกระแสไฟฟ้าเพื่ออัดไฟให้แก่แบตเตอรี่โดยไดนาโมจะเริ่มกำเนิดกระแสไฟฟ้าที่ใช้งานรถโดยความเร็วของเครื่องยนต์มากกว่าตอนเดินเครื่องเท่านั้น
ไดนาโมประกอบด้วยฝ่าครอบนอกลักษณะเป็นทรงกระบอก
และมีขอลวดแม่เหล็กไฟฟ้า
2 ชุด เรียก
ฟิลด์ คอยล์
(Field Coils) ติดอยู่ภายใน
ระหว่างขดลวด
2 ชุดนี้จะมีขดลวดทองแดงอีกหลายชุดประกอบกันเรียก
อาร์เมเจอร์
เป็นแกนกลางของไดนาโม
ที่ปลายของอาร์เมเจอร์มีลักษณะคล้ายปลอกทองแดงซึ่งเป็นจุดรวมของปลายขดลวด
เรียก คอมมิวเตเตอร์(
Commutator) เมื่อสายพานใบพัดหม้อน้ำฉุดให้อาร์เมเจอร์หมุนในสนามแม่เหล็กฟิลด์คอยล์และกำเนิดเป็นกระแสไฟฟ้าไหลจากคอมมิวเตเตอร์ผ่านชิ้นส่วน
2 ชิ้น เรียกถ่านบรัช(Carboh
Brushes) ซึ่งถูกกดให้แตะกับคอมมิวเตเตอร์ตลอดเวลาโดยสปริง
แล้วกระแสไฟฟ้าที่กำเนิดขึ้นจะไหลจากถ่านบรัชนี้ไปยังแบตเตอรี่
ดังนั้นถ้ารถ่านบรัชนี้สึก
หรือสายพานใบพัดหม้อน้ำหย่อนไปไดนาโมจะไม่ทำงาน
ไดนาโมจะมีกำลังกำเนิดฟ้าที่กำเนิดขึ้นจะไหลจากถ่านบรัชนี้ไปยังแบตเตอรี่ดังนั้นถ้าถ่านบรัชนี้สึก
หรือสายพานใบพัดหม้อน้ำหย่อนไปไดนาโมจะไม่ทำงาน
2.อัลเตอร์เนเตอร์
เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ
เกิดจากการหมุนของอาร์เมเจอร์เหมือนไดนาโม
แต่มีการะพันขดลวดอยู่ข้างนอกอาร์เมเจอร์และขดลวดจะอยู่กับที่ไม่หมุนตามไปด้วย
ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง
45 แอมป์ และมีรอบหมุนได้เร็วถึง
12,000 รอบต่อนาที
พร้อมทั้งมีระบบควบคุมการกำเนิดกระแสไฟฟ้าอยู่ในตัวเอง
Top
ระบบการกรอง
ระบบการกรองของรถยนต์
ระบบการกรองที่ดีนั้นมีผลต่อความคงทนของเครื่องยนต์ประกอบด้วย
1.หม้อกรองอากาศ
เครื่องยนต์สันดาปภายในทุกชนิด
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลหรือเครื่องยนต์ก๊าซโซลินก็ตาม
จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเข้าไปผสมกับเชื้อเพลิง
เพื่อให้เกิดการสันดาปภายในกระบอกสูบของเครื่องยนต์
ออกซิเจนที่ใช้ในการสันดาบได้มาจากอากาศในบรรยากาศทั่วๆไป
ที่มีฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก
จึงจำเป็นต้องมีหม้อกรองอากาศสะกัดกั้นสิ่งสกปรกดังกล่าวไม่ให้เข้าสู่คาร์บูเรเตอร์หรือเครื่องยนต์ได้
โดยจะอุดตันอยู่ที่บริเวณไส้กรอง
เป็นการลดปริมาณอากาศที่จะเข้าสู่คาร์บูเรเตอร์
ทำให้เครื่องยนต์ทำงานด้วยส่วนผสมหนา
กินน้ำมันมาก
ทั้งยังเกินปริมาณคาร์บูเรเตอร์ด้วย
จึงควรถอดไส้กรองมาเปลี่ยนชุดใหม่เมื่อใช้รถยนต์เป็นระยะทางทุกๆ
12,000 ไมล์ หรือประมาณ
16,000 กิโลเมตร
2.หม้อกรองน้ำมันเครื่อง
เป็นตัวที่ต้องตรวจเช็คบ่อยที่สุด
ควรจะเปลี่ยนใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
เพราะเมื่อถ่ายน้ำมันเครื่องออกแล้ว
จะมีน้ำมันสกปรกส่วนหนึ่งเหลืออยู่ในหม้อกรองน้ำมันเครื่องที่จะผสมผสานกับน้ำมันใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้น้ำมันเครื่องใหม่สกปรก
และอายุการใช้งานก็น้อยลงไป
3.หม้อกรองน้ำมันเชื้อเพลิง
ในระหว่างการเก็บและขนส่ง
น้ำมันเชื้อเพลิงจะได้รับสิ่งสกปรก
เช่น สนิม
หรือฝุ่นผง
ถ้าใช้น้ำมันจนเกือบหมดหรือหมดถังแล้วถึงจะเติมใหม่
ปั๊มน้ำมันจะดูดเอาตะกอนก้นถังน้ำมันเข้าไปด้วย
ถ้าไม่มีหม้อกรองน้ำมันเชื้อเพลิง
สิ่งสกปรกเหล่านี้จะไปอุดตามนมหนูหรือส่วนอื่นๆทั้งยังก่อให้เกิดการขัดสีจนเครื่องยนต์สึกหรอได้ด้วย
Top
ส่วนประกอบของรถยนต์
แบ่งได้เป็นส่วนประกอบภายใน
คือ ระบบพวงมาลัย,เกียร์
รถยนต์,คลัทช์,
เบรกรถยนต์,แอร์รถยนต์
และส่วนประกอบภายนอก
คือ ตัวถังรถ
และยาง
-ระบบพวงมาลัย
เป็นระบบที่ช่วยควบคุมทิศทางการขับขี่
ระบบพวงมาลัยที่ดีจะต้องไม่ทำให้ล้อลื่นไถลหรือทำให้ยางถูไปทางด้านข้างขณะเลี้ยว(Concering
Force) และยังต้องทำให้แรงกระแทกระหว่างยางกับถนนถูกส่งผ่านไปยังพวงมาลัยน้อยที่สุด
และให้การออกแรงหมุนพวงมาลัยน้อยด้วนส่วนประกอบต่างๆของระบบพวงมาลัยมีดังนี้
พวงมาลัย,ขายึดแกนพวงมาลัย,แกนพวงมาลัย,หน้าแปลนพวงมาลัย,ยางข้อต่อ,กระปุกเกียร์พวงมาลัย,แขนเกียร์พวงมาลัยหรือแขนฟิทแมน,คันชักคันส่งกลาง,คันชักคันส่งข้าง
และเขียนดึงกลับ
Top
-เกียร์รถยนต์
มี 2 แบบคือ
เกียร์กระปุก
และเกียร์ออโต้ซึ่งมีระบบการทำงานเหมือนกันทุกประการ
ต่างกันที่การออกแบบคันสำหรับเข้าเกียร์เท่านั้น
เกียร์รถยนต์ทำหน้าที่ถ่ายกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังเพลา
และล้อรถยนต์
ห้องเกียร์จะตั้งอยู่ต่อจากคลัทช์
ซึ่งเป็นตัวสำหรับเชื่อมหรือตัดการส่งกำลังจากเครื่องมายังระบบส่งกำลัง
เนื่องจากกำลังของเครื่องยนต์แต่ละเครื่องมีขีดจำกัดในทางราบและไม่ได้บรรทุกของหนักแรงต้านต่อการวิ่งของรถยนต์มีน้อย
รถจึงสามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงได้
แต่ในทางเอียงชันหรือรถที่บรรทุกของหนัก
แรงต้านต่อการเคลื่อนที่ของรถยนต์มีมาก
จึงต้องการแรงบิดหรือทอร์ค
(Thorque) สูง การที่จะมีแรงบิดสูงโดยไม่ทำให้เครื่องทำงานเกินกำลังก็คือ
การทดรอบให้รอบความเร็วที่ล้อลดลงโดยการเข้าเกียร์ต่ำ
Top
-คลัทช์
ทำหน้าที่ปลดกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อขับเคลื่อน
เมื่อทำการเปลี่ยนเกียร์หรือตอนสตาร์ทเครื่องทำให้สามารถเปลี่ยนเกียร์หรือเข้าเกียร์ได้อย่างนิ่มนวล
และในตอนสตาร์ทเครื่องทำให้เครื่องยนต์สามารถเพิ่มแรงได้เพียงพอแต่การออกรถ
เมื่อเหยียบคลัทช์
จะมีส่วน
3 ส่วนแยกจากกันคือ
ล้อช่วยแรง
แผ่นคลัทช์และแผ่นกดประกบตัวล้อช่วยแรงนั้นติดอยู่กับเพลาข้อเหวี่ยงและหมุนไปด้วยกัน
แผ่นคลัทช์มีเพลาชุดเกียร์เสียบอยู่
เลื่อนไปมาได้
แต่เวลาหมุนจะหมุนไปด้วยกัน
แผ่นกดประกบเป็นตัวกดแผ่นคลัทช์ให้ติดอยู่กับล้อช่วยแรงเมื่อคลายแรงกดออกโดยการเหยียบคลัทช์เพลาข้อเหวี่ยงและเพลาชุดเกียร์จะหมุนเป็นอิสระไม่ขึ้นแกกัน
และเมื่อปล่อยคลัทช์มันก็จะหมุนไปด้วยกัน
แผ่นคลัทช์เป็นฐานโลหะมีรูตรงกลาง
ทำเป็นฟันเฟืองสำหรับเสียบเพลาชุดเกียร์หน้าทั้ง
2 ข้างมีแผ่นเสียดทาน
(ผ้าคลัทช์)
เมื่อแผ่นกดประกบแผ่นคลัทช์นี้ติดกับล้อช่วยแรงจะต้องมีแรงกดมากพอที่จะไม่ให้เกิดการไถล
เมื่อเครื่องยนต์มีแรงบิดสูงสุด
คลัทช์ที่ใช้กันอยู่มี
3 ชนิดคือ
ชนิดสปริง
ชนิดจานสปริง
และชนิดแรงเหวี่ยง
ทั้งหมดนี้ต่างกันตรงวิธีทำให้เกิดแรงกดแผ่นคลัทช์
Top
-เบรกรถยนต์
เป็นระบบที่สำคัญที่สุดอันดับแรกระบบหนึ่งของยานล้อเลื่อน
รถยนต์ใช้ล้อสูบลม
บรรทุกขนส่งของเป็นจำนวนมากๆ
ไประยะทางไกลๆ
และแล่นด้วยความเร็วสูงระบบเบรก(Brake
System) ของรถยนต์จึงได้รับการออกแบบและพัฒนาให้มีความเหมาะสมกับงานทุกอย่างจึงมีความสลับซับซ้อนและต้องได้รับการบำรุงรักษาซ่อมแซมปรับปรุงอย่างถูกต้อง
การหยุดล้อก็ต้องจัดสร้างล้อพิเศษขึ้นเป็นอุปกรณ์สำหรับเบรกที่มีความทนทานกับการรับภาระเบรกรถด้วย
ระบบเบรกของรถยนต์มีหน้าที่
3 ประการคือ
1.ลดความเร็วของรถลง
หรือรักษาความเร็วของรถให้คงที่ขณะรถแล่นลงจากเขาหรือทางลาด
2.ทำให้รถยนต์หยุด
3.ยืดรถให้อยู่กับที่
ในกรณีที่รถจอดอยู่บนทางลาดขณะที่คนขับไม่อยู่ในรถ
การใช้งานเบรกอย่างถูกต้องจะทำให้เกิดความปลอดภัยและลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงระบบเบรก
แนวทางที่เจ้าของรถควรปฏิบัติมีดังนี้
1.ควรตรวจสอบระดับน้ำมันเบรกให้อยู่ในระดับระหว่างขีดบน
และขีดล่าง
ข้างกระป๋องสำรองน้ำมันเบรกหากระดับน้ำมันเบรกต่ำกว่าขีด
แสดงว่าเกิดผิดปกติขึ้นในระบบไฮดรอลิคเบรก
2.ตรวจเช็คระบบเบรกทุก
5,000 กิโลเมตร
หรือทุก 3
เดือน
3.รถยนต์รุ่นมีไฟเตือนระบบเบรกที่หน้าปัด
ควรตรวจสอบระบบน้ำมันเบรกเป็นประจำ
4.เมื่อระบบเบรกมีอาการผิดปกติ
เช่น เบรกปัด
ดึง เบรกแฉลบ
และเบรกสั่นสะท้านควรนำรถเข้าตรวจเช็คทันที
5.ควรเปลี่ยนน้ำมันเบรกทุก
20,000 กิโลเมตรหรือทุกปีเนื่องจากความชื้นในอากาศเข้าไปทำลายคุณสมบัติของน้ำมันเบรกให้มีจุดเดือดลดลง
6.ควรเปลี่ยนอุปกรณ์ต่างๆของระบบเบรกเมื่อชำรุด
เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
7.เมื่อเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่ไม่ควรขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง
เพราะจะเบรกไม่ค่อยอยู่
เนื่องจากผ้าเบรกต้องมีการปรับ
ให้หน้าสัมผัสของผ้าเบรกเข้าที่กับจานเบรกก่อน
ประมาณ 200-300 กิโลเมตรแรก
ควรใช้งานเบรกอย่างปกติ
ไม่รุนแรง
เพื่อให้เนื่อผ้าเบรกได้ปรับตัวอย่างช้าๆซึ่งจะทำให้ผ้าเบรกมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดอายุการใช้งานและลดปัญหาเรื่องเสียงดัง
Top
-ตัวถังรถ
เป็นส่วนประกอบภายนอกที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าส่วนอื่นๆรถที่ดีจะต้องมีโครงสร้างที่แข็งแรงและให้ความปลอดภัยแก่ผู้ใช้
ส่วนมากทำจากเหล็ก
โดยผลิตแบบแยกส่วนเพื่อความสะดวกในการประกอบโครงสร้างในปัจจุบันหันมานิยมใช้
กล้าสรีอินฟอร์ซ
พลาสติก ซึ่งทำจากยางโพลีเอสเตอร์หรืออีปอกซี่
ซึ่งมีคุณสมบัติไม่ละลายตัวเมื่อโดนความร้อนมาทำตัวถังรถ
ตัวถังรถต้องมีความแข็งแรงพอสำหรับการรับน้ำหนักรถและเครื่องยนต์
และไม่ยุบเมื่อรับแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย
ตัวรถที่ให้ความปลอดภัยมากที่สุดเป็นตัวรถแบบแยกส่วน
คือส่วนกลางที่เป็นส่วนของผู้ขับและตู้โดยสารนั่ง
จะสร้างให้แข็งแรงที่สุด
อีก2 ส่วนคือส่วนหน้าและส่วนหลังรถที่ต่อประกบส่วนกลางจะยุบง่ายกว่าเมื่อถูกชน
ตัวถังรถจะมีฐานรถเป็นส่วนประกอบสำคัญ
ซึ่งบางประเภทจะสร้างฐานรถแยกชิ้นกับตัวรถ
ที่เราเรียกว่า
แชสชีส(Chassis)
ซึ่งพบมากในรถอเมริกัน
ถ้าเป็นแชสชีสที่ทำด้วยท่อขนาดเล็ก
โครงสร้าง
3 มิติ จะสามารถลดแรงกระแทกให้ความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารได้
Top
|